jantajorn
กุหลาบขาว......
วันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
วันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2554
ประโยชน์ของคอมพิวเตอร์
|
การทำ Flash เขียนหนังสือ
การทำ Flash เขียนหนังสือ
บทความนี้เหมาะำสำหรับ ผู้ที่จะทำ E-learning หรือ สอนการวาดรูป นะครับ ม่ะ!!! เริ่มทำกันเลยดีกว่าครับ
1. วาดภาพดินสอหรือปากกาเตรียมไว้ก่อนเลยครับ (หรือไม่ต้องการก็ไม่ต้องทำก็ได้นะครับ)

2. เปิดเอกสาร Flash เตรียมภาพขึ้นมา แนะนำให้ Frame rate ให้เป็น 25 ขึ้นไปนะครับ เพื่อความไหลลื่นของภาพ แต่มากไปก็ไม่ดีนะครับเพราะภาพจะเร็วเกินไป ผมใช้ 27 ครับ

3. พิมพ์อักษรหรือวาดภาพลงบนเอกสาร ผมใช้การพิมพ์ตัวอักษรนะครับ

3.1 สำหรับคนที่พิมพ์ตัวอักษรโดยเฉพาะครับให้ทำการ Break Apart โดยการไปที่ Modify > Break Apart หรือ กด Ctrl+B ก่อน สังเกตุว่าเมื่อทำการ Break Apartเสร็จแล้ว กรอบ สี่เหลี่ยมรอบตัวอักษรจะหายไปนะครับ

>>>

4. Insert Layer ขึ้น มาแล้ว ไปเลือกสี ที่ Colors ไม่ต้องสนใจว่าจะเป็นสีอะไรนะครับเพราะมันไม่เห็นแน่ๆ อยู่แล้ว แต่ควรเลือกสีที่ทำให้มองง่าย ในขั้นตอนการทำไม่ควรใช้สีเดียวกันกับ ตัวกอักษรหรือภาพ เพราะจะทำให้ งง เอง นะครับ

>>>

5. เตรียมเครื่องมือ
Brush Tool (B) แล้ว ไปที่ Layer 1 Insert Frames ให้มันไกลๆ ไปก่อน ลองกะดู ว่ามันจะอยู่ใกล้ไกล แค่ไหนนะครับ จากนั้นไปที่ Layer 2Insert Frames ให้มันไกลๆเท่ากับ Layer 1 กลับกลับมาที่ Frames 1 กด Insert Key Frames 1 ครับแต้ม จุด Brush Tool 1 ครั้ง ทำแบบนี้ซ้ำๆกันไปเรื่อยๆ กับ อักษรหรือรูปภาพของคุณ

>>>

>>>

>>>

>>>

>>>

** สำหรับการ Insert Key Frames กด F6 เอาก็ได้ ครับ ไม่ต้องไปคลิกขวาที่ Frames เสมอไป
เมือถึงขั้นตอนนี้ สมมุติว่า Insert Key Frames และแต้มจุดกันเสร็จแล้วนะครับถ้า Frames ที่ Layer 2 ยาวไม่ถึงที่ Layer 1 มี ก็ ลบ Frames 1 ส่วนที่เกินทิ้งนะครับ(แบบรายการทำอาหารใน TV อ่ะครับ "สมมุติว่า ครับ 1 ชม. แล้วนะครับ" อะไรประมาณนะ) จะได้ภาพแบบนี้ครับ

6. ขั้นตอนต่อไปก็ไม่ยากครับไปที่ Layer ที่ 2 คลิกขวา กด Mask

7. จำดินสอแท่งที่ทำไว้เมื่อตอนแรกได้มั้ยครับ เอามาใส่ในเอกสารนี้ได้เลยครับ ไว้ใน Layer ที่ 3 วิธีทำแทบไม่ต่างจากเมื่อ ครู่นี้เลยครับ แค่เปลี่ยนจากการแต้มจุดเป็นเลื่อนดินสอเท่านั้นเองครับ ขั้นตอนนี้ไม่ต้อง Mask นะครับ

>>>

>>>

ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนสุดจุดที่เราแต้ม เมื่อครบแล้ว กด Ctrl+Enter จะได้ผลลัพธ์ ดังนี้ครับ
ตัวอย่าง
โทษของการใช้คอมพิวเตอร์
โทษของการใช้คอมพิวเตอร์
ประโยชน์และโทษของการใช้คอมพิวเตอร์ในชีวิตประจำวัน ปัจจุบันนี้เทคโนโลยีสารสนเทศได้มีบทบาทกับมนุษย์ในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น อุตสาหกรรม เกษตรกรรม การศึกษา พาณิชยกรรม รวมไปถึงการเมืองและราชการ ซึ่งเทคโนโลยีมีความจำเป็นในชีวิตประจำวันมาก ซึ่งเทคโนโลยีที่เรานำมาใช้มีทั้งคุณแลโทษ เปรียบเสมือนเหรียญ อยู่ที่ตัวเราว่าจะเลือกใช้ด้านไหน คอมพิวเตอร์มีทั้งประโยชน์โดยตรงและโดยอ้อมต่อเรา ประโยชน์ทางตรงคือ คอมพิวเตอร์ช่วยให้เราทันข่าวสาร ทันโลก ทันเหตุการณ์ นอกจากนี้คอมพิวเตอร์ช่วยให้มนุษย์ทำงานได้โดยเที่ยงตรง รวดเร็ว ไม่เหน็ดเหนื่อย ช่วยผ่อยแรงมนุษย์ในด้านต่าง ๆ เช่น ใช้ในการคำนวณ พิมพ์งาน บันทึกข้อมูล ประมวลผล เป็นต้น ไม่ว่าจะเป็นแวดวงใดหากนำคอมพิวเตอร์มาช่วยในการทำงานแล้ว จะช่วยแบ่งเบาภาระงานได้เป็นอย่างดีและมีประสิทธิภาพ ส่วนในด้านทางงอ้อมคือช่วยให้คุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ดีขึ้น ปัจจุบันนี้มนุษย์ไดนำเทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์มาใช้ประโยชน์และเพิ่มความสะดวกสบายอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นทางด้านศึกษาหาความรู้ การประกอบธุรกิจ ความบันเทิง จนบางครั้งทำให้ ขาดสติ ขาดความคิดที่รอบคอบ ขาดความรัยผิดชอบในหน้าที่การงาน คอยพึ่งพาแต่เทคโนโลยี แทนที่ว่าเราจะเป็นผู้ควบคุมมันให้ทำงานตามที่เราต้องการ แต่ในทางกลับกันเทคโนโลยีกลับมาเป็นผู้ควบคุมมนุษย์แทน นั้นก็เพราะว่าเกิดจากการหลงระเริงใช้เทคโนโลยีไปในทางที่ผิด จนเกิดโทษแก่ตนเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการติดเกม ที่คนบางกลุ่มใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ปัญหา โดยส่วนใหญ่จะเป็นเยาวชน ซึ่งส่งผลเสียมากมาย ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการศึกษา ทางด้านคุณภาพชีวิต และที่สำคัญที่สุดคือทำให้ประเทศชาติพัฒนาไปได้อย่างล้าช้า นอกจากนี้ยังมีปัญหาการเผยแพร่เว็บโป๊ ซึ่งถือเป็นอีกปัจจัยหนึ่งของการก่ออาชญากรรม เช่น พรากผู้เยา การขายบริการผ่านทางอินเตอร์เน็ต การเผยแพร่คลิปโป๊ ซึ่งที่ได้กล่าวมานั้นเป็นเพียงปัญหาส่วนหนึ่งของโทษของการใช้คอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถสรุปได้ ดังนี้ - ทำให้สังคมเกิดการแข่งขันและเร่งรัด - เกิดการรับวัฒนธรรมต่างชาติ - การมีส่วนร่วมของสังคมน้อยลง การที่มีการใช้เทคโนโลยีในทางที่ไม่ถูกต้อง นับวันยิ่งเพิ่มความเสียหายต่อ ตนเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติ ซึ่งเป็นปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างยิ่ง เทคโนโลยีมีประโยชน์และโทษต่อเรามากมาย อยู่ที่ตัวเราว่าจะเป็นเจ้านายของมัน หรือให้มันเป็นเจ้านายของเรา สำหรับบุคคลที่เคยใช้คอมพิวเตอร์ไปในทางที่ไม่ถูกต้อง ก็สามารถกลับตัวกลับใจก่อนที่มันจะสายเกินไป ส่วนบุคคลที่ใช้เทคโนโลยีในทางที่ถูกต้องอยู่แล้วก็ให้พัฒนาเทคโนโลยี เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและเพิ่มประสิทธิผลอย่างสูงสุด
ระบบ 3G ( UMTS )
ระบบ 3G ( UMTS )
ระบบ 3G ( UMTS ) นั้นคือการนำเอาข้อดีของ ระบบ CDMA มาปรับใช้กับ GSM เรียกว่า W-CDMA ซึ่งถูกพัฒนาโดยบริษัท NTT DoCoMo ของญี่ปุ่น
สำหรับเมืองไทยนั้น ระบบ 3G จะเป็น เทคโนโลยีแบบ HSPA ซึ่งแยกย่อยได้เป็น HSDPA , HSUPA และ HSPA+
HSDPAนั้นจะสามารถ รับส่งข้อมูลได้สูงสุดที่ Download 14.4 Mbps / Upload 384 Kbps. ( ปัจจุบันผู้ให้บริการทั่วโลกยังให้บริการอยู่ที่ Download 7.2Mbps เท่านั้น )
HSUPAจะเหมือนกับ HSDPA ทุกอย่างแต่การ Upload ข้อมูลจะวิ่งที่ความเร็วสูงสุด 5.76 Mbps
HSPA+ เป็นระบบในอนาคต การ Download ข้อมูลจะอยู่ที่ 42 Mbps / Upload 22 Mbps
สำหรับในเมืองไทยนั้น ระบบ 3G ( HSPA ) ที่ Operator AIS หรือ DTAC นำมาใช้จะเป็น HSDPA โดยการ Download จะอยู่ที่ 7.2Mbps ซึ่งน่าจะได้ใช้กันในไม่ช้า
ข้อควรระวังในการเลือกซื้อ AirCard แบบที่รองรับ 3G คลื่นความถี่ 3G ที่ใช้กันทั่วโลก จะใช้อยู่ 3 ความถี่ที่เป็นมาตราฐานคือ 850 , 1900 และ 2100 ซึ่งเมืองไทยจะแบ่งเป็นดังนี้
คลื่นความถี่ ( band ) 850 จะถูกพัฒนาโดย Dtac และ True
คลื่นความถี่ ( band ) 900 จะถูกพัฒนาโดย AIS (ใช้ชั่วคราวที่เชียงใหม่ และ Central World)
คลื่นความถี่ ( band ) 2100 กำลังรอ กทช. ทำการประมูลเพื่อจัดสรรคลื่นความถี่
คลื่นความถี่ ( band ) 1900 และ 2100 จะถูกพัฒนาโดย TOT
ดังนั้นการเลือกซื้อ AirCard , Router หรือ โทรศัพท์มือถือ และต้องการให้รอบรับ 3G ควร check ให้ดีก่อนว่าสามารถรองรับได้ทั้ง 3 คลื่นหรือเพียงบางคลื่นเท่านั้น
ประวัติความเป็นมาของภาษา PHP
ประวัติความเป็นมาของภาษา PHP
|
PHP เป็นภาษาจำพวก scripting language คำสั่งต่างๆจะเก็บอยู่ในไฟล์ที่เรียกว่าสคริปต์ (script) และเวลาใช้งานต้องอาศัยตัวแปลชุดคำสั่ง ตัวอย่างของภาษาสคริปก็เช่น JavaScript, Perl เป็นต้น ลักษณะของ PHP ที่แตกต่างจากภาษาสคริปต์แบบอื่นๆ คือ PHP ได้รับการพัฒนาและออกแบบมา เพื่อใช้งานในการสร้างเอกสารแบบ HTML โดยสามารถ สอดแทรกหรือแก้ไขเนื้อหาได้โดยอัตโนมัติ ดังนั้นจึงกล่าวว่า PHP เป็นภาษาที่เรียกว่า server-side หรือ HTML-embedded scripting language เป็นเครื่องมือที่สำคัญชนิดหนึ่ง ที่ช่วยให้เราสามารถสร้างเอกสารแบบ Dynamic HTML ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีลูกเล่นมากขึ้น
ถ้าใครรู้จัก Server Side Include (SSI) ก็จะสามารถเข้าใจการทำงานของ PHP ได้ไม่ยาก สมมุติว่า เราต้องการจะแสดงวันเวลาปัจจุบันที่ผู้เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซด์ในขณะนั้น ในตำแหน่ง ใดตำแหน่งหนึ่งภายในเอกสาร HTML ที่เราต้องการ อาจจะใช้คำสั่งในรูปแบบนี้ เช่น <!--#exec cgi="date.pl"--> ไว้ในเอกสาร HTML เมื่อ SSI ของ web server มาพบคำสั่งนี้ ก็จะกระทำคำสั่ง date.pl ซึ่งในกรณีนิ้ เป็นสคริปต์ที่เขียนด้วยภาษา perl สำหรับอ่านเวลาจากเครื่องคอมพิวเตอร์ แล้วใส่ค่าเวลาเป็นเอาพุท (output) และแทนที่คำสั่งดังกล่าว ลงในเอกสาร HTML โดยอัตโนมัติ ก่อนที่จะส่งไปยังผู้อ่านอีกทีหนึ่ง อาจจะกล่าวได้ว่า PHP ได้รับการพัฒนาขึ้นมา เพื่อแทนที่ SSI รูปแบบเดิมๆ โดยให้มีความสามารถ และมีส่วนเชื่อมต่อกับเครื่องมือชนิดอื่นมากขึ้น เช่น ติดต่อกับคลังข้อมูลหรือ database เป็นต้น PHP ได้รับการเผยแพร่เป็นครั้งแรกในปีค.ศ.1994 จากนั้นก็มีการพัฒนาต่อมาตามลำดับ เป็นเวอร์ชั่น 1 ในปี 1995 เวอร์ชั่น 2 (ตอนนั้นใช้ชื่อว่า PHP/FI) ในช่วงระหว่าง 1995-1997 และเวอร์ชั่น 3 ช่วง 1997 ถึง 1999 จนถึงเวอร์ชั่น 4 ในปัจจุบัน PHP เป็นผลงานที่เติบโตมาจากกลุ่มของนักพัฒนาในเชิงเปิดเผยรหัสต้นฉบับ หรือ OpenSource ดังนั้น PHP จึงมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว และแพร่หลายโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้ร่วมกับ Apache Webserver ระบบปฏิบัติอย่างเช่น Linux หรือ FreeBSD เป็นต้น ในปัจจุบัน PHP สามารถใช้ร่วมกับ Web Server หลายๆตัวบนระบบปฏิบัติการอย่างเช่น Windows 95/98/NT เป็นต้น รายชื่อของนักพัฒนาภาษา PHP ที่เป็นแก่นสำคัญในปัจจุบันมีดังต่อไปนี้
ในกรณีของ Apache เราสามารถใช้ PHP ได้สองรูปแบบคือ ในลักษณะของ CGI และ Apache Module ความแตกต่างอยู่ตรงที่ว่า ถ้าใช้ PHP เป็นแบบโมดูล PHP จะเป็นส่วนหนึ่งของ Apache หรือเป็นส่วนขยายในการทำงานนั่นเอง ซึ่งจะทำงานได้เร็วกว่าแบบที่เป็น CGI เพราะว่า ถ้าเป็น CGI แล้ว ตัวแปลชุดคำสั่งของ PHP ถือว่าเป็นแค่โปรแกรมภายนอก ซึ่ง Apache จะต้องเรียกขึ้นมาทำงานทุกครั้ง ที่ต้องการใช้ PHP ดังนั้น ถ้ามองในเรื่องของประสิทธิ ภาพในการทำงาน การใช้ PHP แบบที่เป็นโมดูลหนึ่งของ Apache จะทำงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่า ต่อไปเราจะมาทำความรู้จักกับภาษา PHP และทำความเข้าใจการทำงาน รวมถึงคำสั่งพื้นฐานต่าง ๆ |
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

